ประวัติค่ายพญาลิไท

ค่ายพญาลิไท ของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา เป็นนามค่ายที่ได้รับพระราชทานตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0207/10985 ลงวันที่ 12 ก.ย. 2531

ที่ตั้งค่าย บ้านบุดี ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา

กำเนิด
1. จัดทำพิธีเปิดป้ายที่ทำการชั่วคราว เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530
2. จัดทำพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการค่าย เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2532
3. จัดทำพิธีเปิดที่ทำการค่าย ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2532
4. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดพระบรมราชาสาวรีย์ พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2549 และได้กำหนดให้วันที่ 26 กันยายนของทุกปีเป็นวันค่ายพญาลิไท

ประวัติความเป็นมาของค่าย
ตามพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2529 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษเล่มที่ 103 ตอนที่ 176 หน้าที่ 5 ลงวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2529 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2529 ซึ่งได้แบ่งส่วนราชการกองกำกับการตำรจตระเวนชายแดน เขต 2 – 9 ออกเป็น กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 11 – 14 , 21 – 24, 31 – 34, 41 – 44

ที่มาของสถานที่ตั้งหน่วย
สถานที่ตั้ง กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.บุดี อ.เมือง จว.ยะลา มีพื้นที่ประมาณ 214 ไร่ 53 ตารางวา โดยขออนุญาตจากสภาตำบลและจังหวัดตามขั้นตอน ระยะทางห่างจากศาลากลางยะลา ประมาณ 7 กิโลเมตร
เหตุผลที่ได้ขอพระราชทานนามค่าย “พญาลิไท” เนื่องจากพญาลิไททรงเป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้แบ่งส่วนราชการใหม่ จาก กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 9 เดิม “ค่ายรามคำแหง” อันเป็นพระนามของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.ยะลา อันเป็นอาณาเขตซึ่งพ่อขุนรามคำแหงได้ทรงปกครองดินแดนในภูมิภาคส่วนนี้ไปจนสุดแดนแหลมมลายู พญาลิไททรงเป็นพระมหากษัติย์ที่ขึ้นครองราชย์สมบัติ
– 2 –
ปกครองสืบแทนพระราชบิดา คือ พญาเลอไท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1890 จนถึง พ.ศ.1919 ดังนั้น เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการตำรวจในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 และเพื่อเป็นอนุสรณ์และเทิดพระเกียรติพญาลิไท ผู้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถพระองค์หนึ่งในการปกครองบ้านเมือง โดยทรงอาศัยธรรมานุภาพปกครองไพร่ฟ้าประชาชน ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีข้าศึกอริราชศัตรูมาเบียดเบียน นอกจากนี้พญาลิไท ทรงเป็นผุ้เชี่ยวชาญในการพระพุทธศาสนา โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ ทรงสร้างศิลาจารึกไว้หลายหลัก ทั้งภาษาไทย ภาษามคธ ภาษาขอม ทรงนิพนธ์ไตภูมิกถา ไตรภูมิพระร่วม อันเป็นวรรณคดีเล่มแรกของไทย

ปัจจุบัน กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไท) ขนาดเท่าพระองค์จริง ประดิษฐานหน้าสำนักงาน เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของข้าราชการตำรวจและครอบครัวและเป็นที่เคารพสักการะ สำหรับเจ้าหน้าที่ ส่วนราชการ สถานศึกษา และกลุ่มพลังมวลชนต่าง ๆ ในพื้นที่

กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้จัดตั้งขึ้นโดยแยกกำลังพล วัสดุครุภัณฑ์ และอาวุธยุทโธปกรณ์ บางส่วนมาจากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 9 เดิม ค่ายรามคำแหง อ.เมือง จ.สงขลา และได้จัดตั้งที่ทำการขึ้นที่ ม.1 ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา ในระยะแรกได้มีอาคารที่ทำการชั่วคราว ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 443 บ้านมาลายูบางกอก ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา และเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ได้เคลื่อนย้ายกำลังพลมาที่ตั้งถาวรที่ ม.1 บ้านบุดี ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2531 ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 โดย พล.ต.ท.วิภาส วิปุลากร ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) และทำพิธีเปิดอาคารที่ทำการใน วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2532 โดยมี พล.ต.ต.อังกูร บุรานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นประธานในพิธี

——————————————

พระมหาธรรมราชาที่ 1 ( พญาลิไท )

พระราชประวัติ
พระมหาธรรมราชาที่ 1 ( พระมหาธรรมราชาลิไท) เป็นพระโอรสของพ่อขุนเลอไท เป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแห่งมหาราช พระราชประวัติในช่วงปฐมวัยไม่ปรากฏ ณ ที่ใด แต่เมื่อทรงพระเจริญวัยแล้ว ศิลาจารึกสุโขทัยหลายหลักกล่าวถึงเรื่องราวของพระองค์ แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ก็พอทราบเรื่องราวได้ว่า พระมหากษัตริย์องค์นี้ ได้ทรงศึกษาศิลปะศาสตร์แขนง
ต่าง ๆ ที่ปกครองในขณะนั้นต้องเรียนต้องศึกษา ไ ด้อย่างแตกฉานและชำนิชำนาญยิ่งและทรงปกครองเมืองศรีสัชนาลัย ในฐานะองค์อุปราชหรือรัชทายาทเมืองสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. 1882

ในสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท เมืองสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น พระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ได้อาราธนาพระมหาสวามีสังฆราชจากนครพัน อันเป็นเมืองหนึ่งทางตอนใต้ของพม่า ซึ่งขณะนั้น พระพุทธศาสนาจากลังกากำลังเจริญอยู่ที่นั้นให้มาเผยแพร่หลักธรรมคำสอน และบวชลูกหลานของชาวเมืองสุโขทัย พระองค์เองก็ได้ออกผนวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามะม่วง ในทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัย และทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมทางศาสนาพุทธขึ้นเรียกว่า เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วม เพื่อสั่งสอนอบรมประชาชนของพระองค์ ให้เลื่อมใสในพุทธศาสนาด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และการปกครองประชาชนโดยธรรม ทำให้พระองค์มีพระนามว่า “พระมหาธรรมราชาธิราช” ซึ่งนักประวัติศาสตร์ชั้นหลังกล่าวถึงพระองค์ในนาม “ พระมหาธรรมราชาลิไท ” หรือ “พระมหาธรรมราชาที่ 1 ” เพื่อให้แยกออกไปจากพระมหาธรรมราชาอีกสามพระองค์ที่เป็นลูกหลานเหลนของพระองค์ที่เป็นกษัตริย์ และใช้พระนามว่า “พระมหาธรรมราชา” เช่นเดียวกัน โดยเรียกกันไปตามลำดับ คือ โอรส (ลูก) ของพระองค์ทรงพระนาม (เมื่อขึ้นครองราชย์) ว่า พระมหาธรรมราชาที่ 2 พระนัดดา ( หลาน) ของพระองค์ เดิมชื่อ ไสลือไท ทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชาที่ 3 พระปนัดดา (เหลน) ของพระองค์ เดิมชื่อ บรมปาล หรือ บรมบาล ทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชาที่ 4

ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีชิ้นแรกของประเทศไทย พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ ขณะที่ดำรงพระราชอิสริยยศเป็นรัชทายาท อยู่ที่เมืองศรีสัชนาลัย เมื่อปี พ.ศ.1888 ไตรภูมิพระร่วง นอกจากจะให้เนื้อหาสาระทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังให้ความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภูมิศาสตร์ของโลกที่คนไทยรู้จักกันในสมัยนั้น ถือการแบ่งทวีปทั้ง 4 อัน มี ชมพูทวีป บุพวิเทหะ อุตรกุรุ และกมรโคยานี
– 2 –
หลังจากทรงเป็นรัชทายาทครองเมืองศรีสัชนาลัยอยู่ 8 ปี จึงเสด็จมาครองเมืองสุโขทัยเมื่อปี พ.ศ.1890 โดยต้องใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจเพราะสุโขทัยหลังสิ้นรัชกาลพ่อขุนงัวนำถมแล้ว เกิดการกบฏการสืบราชบัลลังภ์ ไม่เป็นไปตามครรลองครองธรรม เมื่อกลับมาครองราชย์สมบัติสุโขทัยแล้ว พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ คือ การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ เพราะสุโขทัยหลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แล้วบ้านเมืองแตกแยกเป็นหลายแคว้นในราชอาณาจักร แยกตัวออกห่างไป ไม่อยู่ในบังคับบัญชาสุโขทัยต่อไป

ในสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท ความเจริญรุ่งเรืองอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับพระพุทธศาสนา เพราะเป็นสิ่งที่เกิดจากความเลื่อมใส ศรัทธา นั่นคือ ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม ซึ่งมีความงดงามเป็นเอกลักษณ์ และสะท้อนถึงความรู้ทางเทคนิคในวิทยากรต่าง ๆ เป็นอย่างดีจนอาจกล่าวได้ว่า เป็นยุคทองของศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมทีเดียว เช่น การสร้างพระพุทธรูปปางลีลาอันเป็นงานประติมากรรมลอยตัวที่หล่อได้อย่างวิเศษสุด เจดีย์ทรงดอกบัวตูมอันเป็นเอกลักษณ์ของทรงสถูปสุโขทัย นิยมสร้างขึ้นในสมัยนี้จนเป็นแบบฉบับที่ลงตัว

พระมหาธรรมราชาลิไททรงพระปรีชาสามารถ ทรงเห็นคุณค่าประโยชน์ของพุทธศาสนา จึงได้นำมาปรับใช้ในด้านการเมืองการปกครอง โปรดให้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาติไปยังเมืองต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนของพระองค์ตลอดจนคนต่างเมือง โดยเฉพาะล้านนา และกรุงศรีอยุธยาได้มีโอกาสสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ การสร้างเจดีย์ทรงดอกบัวตูมซึ่งเป็นเสมือนเครื่องหมายความสัมพันธ์ทางการเมืองและศาสนาในเมืองต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นในสมัยนี้ เช่น วัดบรมธาตุนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ วัดเจดีย์ทอง จังหวัดพิษณุโลก เป็นอาทิ (ปัจจุบันวัดที่เชียงใหม่ และกำแพงเพชรดังกล่าว ไม่มีเจดีย์ทรงดอกบัวตูมเหลือให้เห็นแล้ว)

พญาลิไทนั้นทรงเป็นผู้ที่ทรงเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพระพุทธศาสนา โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ พญาลิไททรงอุปถัมภ์การศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทรงส่งเสริมให้พระสงฆ์เข้าเรียนพระธรรมวินัยก็จะมีปรากฏอยู่ในศิลาจารึกด้วย ทรงศึกษาพระคัมภีร์จนแตกฉาน และทรงส่งราชบุตรไปรับพระบรมธาตุมาจากศรีลังกา นอกจากนี้แล้วก็ยังทรงสร้างพระมหาธาตุ หรือพระมหาเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ที่เมืองนครชุมซึ่งในปัจจุบันก็คือ จังหวัดกำแพงเพชร นอกจากนี้ยังทรงส่งราชบัณฑิตไปอาราธนาพระมหาสวามี
– 3 –
สังฆราชจากประเทศศรีลังกามาอยู่ที่วัดปากมะม่วง เมื่อพุทธศักราช 1904 เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองในยุคสมัยของพระองค์

นอกจากนี้หนังสือวรรณกรรมสมัยสุโขทัยยังได้กล่าวไว้ว่า พญาลิไททรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นราชาปราชญ์คือ ทรงเป็นทั้งนักปราชญ์และนักปกครอง พระราชประวัติของพระองค์นั้นงดงามมาก แม้จะไม่เทียมเท่าพระเจ้ารามคำแหงหรือพ่อขุนรามคำแหง เพราะพ่อขุนรามคำแห่งนั้นทรงเป็นนักรบด้วย ทรงขยายอาณาเขตไทยไปจรดมลายู แต่พญาลิไทก็มิได้ด้อยกว่า เพราะพระองค์ทรงเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ทรงสร้างปราสาทราชมณเฑียรไว้อย่างสวยงาม ทรงบรรพชาเป็นสามเณร และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในพระบวรพุทธศาสนา ณ วัดป่ามะม่วง โดยมีพระมหาสวามีสังฆราชเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ. 1905 นอกจากนี้ยังโปรดให้ขุดคลองทำถนนหนทาง ตั้งแต่สุโขทัย ไปจนจรดศรีสัชนาลัย และเมืองน้อยใหญ่ เป็นพระราชกุศลสนองพระคุณพระราชบิดา ถนนนี้เรียกว่า “ถนนพระร่วง” ตั้งแต่กำแพงเพชรไปถึงสุโขทัย ทรงพระปรีชาสามารถมากในการปกครองบ้านเมือง และโปรดให้ทรงสร้างศิลาจารึกไว้หลายหลักทั้งภาษาไทย ภาษามคธ และภาษาขอม จารึกสุโขทัยหลักที่สองหลักที่สี่เป็นจารึกทั้งหมด
ที่โปรดให้สร้างขึ้น พญาลิไททรงคิดจะรวบรวมให้กลับคืนมาดังเดิม แต่ก็ทรงทำไม่สำเร็จ นโยบายการปกครองทีใช้ศาสนาเป็นหลัก รวมความเป็นปึกแผ่น จึงเป็นนโยบายหลักในรัชสมัยนี้ ทรงสร้างเจดีย์ที่นครชุม (เมืองกำแพงเพชร) สร้างพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก และเมื่อ พ.ศ.1905 ทรงออกผนวช ซึ่งนับว่าการออกผนวชของพระองค์ได้ทำความมั่นคงให้พระพุทธศาสนามากขึ้น ดังกล่าวแล้วว่า หลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว บ้านเมืองแตกแยกวงการสงฆ์เองก็แตกแยก แต่ละสำนัก แต่ละเมืองก็ปฏิบัติแตกต่างกันออกไป เมื่อผู้นำทรงมีศรัทธาอันแรงกล้าถึงขั้นออกผนวชพสกนิกรทั้งหลายก็คล้อยตามหันมาเลื่อมใสตามแบบอย่างพระองค์ กิตติศัพท์ของพระพุทธศาสนาในสุโขทัยจึงเลื่องลือไปไกล พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูปได้ออกไปเผยแพร่ธรรมในแคว้นต่าง ๆ เช่น อโยธยา หลวงพระบาง เมืองน่าน พระเจ้ากือนา แห่งล้านนาไทยได้นิมนต์พระมหาเถระไปจาก สุโขทัย เพื่อเผยแพร่ธรรมในเมืองเชียงใหม่

———————————–